เกี่ยวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจัดตั้งขึ้นตามคำสั่ง นายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและ ป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 โดยวัตถุประสงค์หลักของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคือการรักษาเสถียรภาพของระดับ ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ

ผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง มีหน้าที่จะต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และมีสิทธิได้รับเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตามเงื่อนไขและอัตราที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานกำหนด โดยอัตราส่งเงินเข้า/อัตราเงินชดเชยจากกองทุนมันเชื้อเพลิง สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเงินจำนวนดังกล่าว ถ้าส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคือ รายรับของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ถ้าเป็นเงินชดเชยคือ รายจ่ายของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งนี้รวมถึงรายรับ รายจ่ายอื่นที่คณะกรรมการบริหารกองทุนพลังงาน (กบง.) กำหนด

เสนอแนะนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศต่อคณะรัฐมนตรี กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกำหนดราคาพลังงานให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศ ติดตาม ดูแล ประสาน สนับสนุน และเร่งรัดการดำเนินการของคณะกรรมการทั้งหลาย ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับพลังงานเพื่อให้มีการดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศ

เสนอแนะนโยบาย แผนการบริหารและพัฒนา และมาตรการด้านพลังงาน เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนและโครงการด้านพลังงาน กำหนดราคาและอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามกรอบและแนวทางที่ กพช. มอบหมาย รวมทั้งปฏิบัติงานอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายในการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตามกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

ทำหน้าที่พิจารณาเรื่องการใช้จ่ายของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

แผนผังแสดงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
รูปภาพแสดง :แผนผังแสดงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประวัติ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ในปี พ.ศ. 2516 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น จึงได้ออกพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยมีสาระสำคัญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งเพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงให้ทันต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา

ในปี พ.ศ. 2520 กลุ่มประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียม (Organization of the Petroleum Exporting Countries : OPEC) ได้ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดิบ เป็นเหตุให้ผู้ค้าน้ำมันไม่สามารถรับภาระขาดทุนในการนำน้ำมันดิบเข้ามากลั่นในประเทศ หรือนำน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายได้อีกต่อไป รัฐบาลจึงได้ทำการปรับราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากโรงกลั่นน้ำมันในประเทศให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับราคาขายปลีกดังกล่าวเป็นไปในสัดส่วนที่น้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ รัฐบาลจึงได้จัดตั้งกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ตามคำสั่งนายกที่ 178/2520 ลงวันที่ 19 กันยายน 2520 เรื่องการกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันส่งเงินเข้ากองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อ เพลิงและการจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ค้าน้ำมัน โดยให้ผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงและผู้จำหน่าย รวมทั้งผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ส่งเงินเข้ากองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และจะใช้เงินจากกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในการจ่ายเงินชดเชยให้ แก่ผู้ค้าน้ำมัน

ในปี พ.ศ. 2521 รัฐบาลได้ประกาศเพิ่มค่าเงินบาท ทำให้ผู้นำเข้าน้ำมันได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน รัฐบาลเห็นว่ากำไรที่เกิดขึ้นไม่ใช่กำไรจากการดำเนินงาน จึงได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 206/2521 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2521 จัดตั้งกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (เงินตราต่างประเทศ) และกำหนดให้ผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงนำส่งกำไรที่เกิดจากการเพิ่มค่าเงินบาทเข้ากองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (เงินตราต่างประเทศ) เพื่อเก็บไว้ใช้ทดแทนเมื่อราคาน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2522 กลุ่มประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียม (OPEC) ได้ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดิบ 4 ครั้ง เพื่อเป็นการรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศให้มี เสถียรภาพ ไม่ต้องปรับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกครั้งที่ราคาน้ำมันดิบเปลี่ยนแปลง รวมทั้งรัฐบาลต้องการรวมกองทุนต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นกองทุนเดียวกัน จึงได้จัดตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้น ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ สร. 0201/9 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2522 โดยการรวมกองทุนรักษาระดับน้ำมันเชื้อเพลิงกับกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อ เพลิง (เงินตราต่างประเทศ) เข้าด้วยกัน

ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจัดตั้งขึ้นตาม คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 122 ตอนที่ 25 ง ลงวันที่ 23 มีนาคม 2548 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและ ป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการรักษาเสถียรภาพของระดับราคาขายปลีกน้ำมัน เชื้อเพลิงภายในประเทศ

สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) (สบพน.)

ดำเนินการรับ/จ่ายเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามอัตราที่ กบง. ประกาศ บริหารจัดการด้านการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีสภาพคล่องเพียงพอในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง บริหารเงินสดให้เกิดประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุด รวมทั้งจัดหาเงินทุนให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปใช้ในการดำเนินงาน สนับสนุนคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานโดยการจัดทำรายงานสถานะการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อประกอบการตัดสินใจ และจัดทำงบการเงินให้ สตง. ตรวจสอบ

การดำเนินการรับ/จ่ายเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีหน่วยงานงานของรัฐ เช่น กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมธุรกิจพลังงาน เป็นผู้ตรวจสอบรายละเอียดความถูกต้องเกี่ยวกับ ปริมาณ อัตราเงินส่งเข้ากองทุน/อัตราชดเชย และสรุปยอดจำนวนเงินรับ/จ่าย ส่งให้ สบพน. และ สบพน. เพื่อดำเนินการรับเงิน/จ่ายเงินตามที่หน่วยงานรัฐดังกล่าวแจ้งยอด

สรุปโครงสร้างรายรับและรายจ่ายของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
รูปภาพแสดง :สรุปโครงสร้างรายรับและรายจ่ายของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

รายรับ

รายรับเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้รับมาจากผู้มีหน้าที่ส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547  เช่น  ผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้นำเข้าน้ำเชื้อเพลิง เป็นต้น การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีหน่วยงานราชการอื่นร่วมตรวจสอบปริมาณ อัตรา และจำนวนเงินที่จะส่งเข้ากองทุนน้ำมัน เช่น กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

ผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง  เมื่อมีการนำน้ำมัน ก๊าซ หรือผลิตภัณฑ์พลอยได้อื่น ออกจากโรงกลั่นน้ำมัน ที่มีหน้าที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามประเภทและอัตราที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กำหนด มีเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตเป็นผู้ตรวจสอบปริมาณ ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับปริมาณที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต  โดยผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงต้องนำส่งเงินเข้าบัญชีเงินฝากของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามแบบฟอร์มและวิธีการที่กำหนด ซึ่งต้องดำเนินไปพร้อมกับการยื่นชำระภาษีสรรพสามิต  ทั้งนี้แบบฟอร์มการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผ่านการตรวจสอบจากหน้าที่กรมสรรพสามิตแล้วมีการส่งให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรวจสอบจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารอีกครั้ง

ผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง  เมื่อมีการนำเข้าน้ำมัน ก๊าซ หรือผลิตภัณฑ์อื่นที่มีหน้าที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามประเภทและอัตราที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กำหนด มีเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรเป็นผู้ตรวจสอบปริมาณ ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับปริมาณที่ต้องเสียพิกัดภาษีนำเข้า  โดยผู้นำเข้าต้องนำส่งเงินเข้าบัญชีเงินฝากของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามแบบฟอร์มและวิธีการที่กำหนด ซึ่งต้องดำเนินไปพร้อมกับการยื่นชำระภาษีนำเข้า  ทั้งนี้แบบฟอร์มการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผ่านการตรวจสอบจากหน้าที่กรมศุลกากรแล้วมีการส่งให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรวจสอบจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากอีกครั้ง

ผู้ค้าน้ำมัน ก๊าซ ที่มีหน้าที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามประเภทและอัตราที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กำหนด มีเจ้าหน้าที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเป็นผู้ตรวจสอบปริมาณและแจ้งปริมาณน้ำมัน หรือก๊าซ ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทราบ  ขณะเดียวกันผู้ค้าน้ำมัน หรือก๊าซ จะต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องตรวจสอบปริมาณที่กรมเชื้อเพลิงธรรมแจ้ง อัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ประกาศ  และจำนวนเงินที่ทางผู้ค้าน้ำมัน หรือก๊าซ นำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถูกต้องหรือไม่ 

ผู้รับสัปทานตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม ที่มีหน้าที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามประเภทและอัตราที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กำหนด มีเจ้าหน้าที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเป็นผู้ตรวจสอบปริมาณ และเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตตรวจสอบจำนวนเงิน  ทั้งนี้เอกสารการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผ่านการตรวจสอบจากหน้าที่กรมสรรพสามิตแล้วมีการส่งให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรวจสอบจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากอีกครั้ง

รายจ่าย

รายจ่ายเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จ่ายให้กับผู้มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547  เช่น  ผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้นำเข้าน้ำเชื้อเพลิง เป็นต้น การจ่ายเงินให้กับผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินจากกองทุน เช่น การจ่ายชดเชย การจ่ายเพื่อการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ มีหน่วยงานราชการอื่น ร่วมตรวจสอบการจ่ายเงินของของทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง  เมื่อมีการนำน้ำมัน ก๊าซ หรือผลิตภัณฑ์พลอยได้อื่น ออกจากโรงกลั่นน้ำมัน และมีสิทธิ์ได้รับเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตามประเภทและอัตราที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กำหนด ให้ยื่นคำร้องตามแบบฟอร์มและวิธีการที่กำหนด เพื่อรับเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต่อเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตเพื่อตรวจสอบปริมาณ (ปริมาณเดียวกับที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต) อัตราชดเชย และจำนวนเงินชดเชย   เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้ว  กรมสรรพสามิตดำเนินการแจ้งให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทราบจำนวนเงินที่ต้องจ่ายชดเชย    กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดำเนินการจ่ายชดเชยโดยการจ่ายผ่านกรมสรรพสามิต เพื่อกรมสรรพสามิตดำเนินการจ่ายชดเชยกับผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง   หัก ณ ที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากรต่อไป

ผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง  เมื่อมีการนำเข้าน้ำมัน ก๊าซ หรือผลิตภัณฑ์อื่น และมีสิทธิ์ได้รับเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตามประเภทและอัตราที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กำหนด ให้ยื่นคำร้องตามแบบฟอร์มและวิธีการที่กำหนด เพื่อรับเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต่อเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร เพื่อตรวจสอบปริมาณ (ปริมาณเดียวกับที่ต้องเสียพิกัดศุลกากร) อัตราชดเชย และจำนวนเงินชดเชย   เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้ว  กรมศุลกากรดำเนินการแจ้งให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทราบจำนวนเงินที่ต้องจ่ายชดเชย    กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดำเนินการจ่ายชดเชยโดยการจ่ายผ่านกรมศุลกากร เพื่อกรมศุลกากรดำเนินการจ่ายชดเชยกับผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง   หัก ณ ที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากรต่อไป

นอกจากค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินชดเชยให้แก่ผู้ผลิตและผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อาจมีรายจ่ายอื่น  เช่น

  1. ค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
  2. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการใดๆ เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
  3. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการใดๆ เพื่อให้การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือการจ่ายเงินชดเชยจากกอง ทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างครบถ้วน และมีประสิทธิภาพ
  4. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานหรือคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เห็นชอบ

การเบิกเงินรายจ่ายอื่นของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายค่าใช้จ่าย จะต้องขออนุมัติงบประมาณจากคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (อบน.) เมื่อคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอนุมัติงบประมาณดังกล่าว จึงจะสามารถเบิกเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้