History Oilfund

ในปี พ.ศ. 2516 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชือ้เพลิงในประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น จึงได้ออกพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยมีสาระสำคัญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งเพื่อกำหนดมาตรการเพื่อ แก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงให้ทันต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา


ในปี พ.ศ. 2520 กลุ่มประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียม (Organization of the Petroleum Exporting Countries : OPEC) ได้ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดิบ เป็นเหตุให้ผู้ค้าน้ำมันไม่สามารถรับภาระขาดทุนในการนำน้ำมันดิบเข้ามากลั่น ในประเทศ หรือนำน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายได้อีกต่อไป รัฐบาลจึงได้ทำการปรับราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากโรงกลั่นน้ำมันในประเทศให้ สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับราคาขายปลีกดังกล่าวเป็นไปในสัดส่วนที่น้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของราคา น้ำมันดิบ รัฐบาลจึงได้จัดตั้งกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ตามคำสั่งนายกที่ 178/2520 ลงวันที่ 19 กันยายน 2520 เรื่องการกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันส่งเงินเข้ากองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อ เพลิงและการจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ค้าน้ำมัน โดยให้ผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงและผู้จำหน่าย รวมทั้งผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ส่งเงินเข้ากองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชือ้เพลิง และจะใช้เงินจากกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในการจ่ายเงินชดเชยให้ แก่ผู้ค้าน้ำมัน


ในปี พ.ศ. 2521 รัฐบาลได้ประกาศเพิ่มค่าเงินบาท ทำให้ผู้นำเข้าน้ำมันได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน รัฐบาลเห็นว่ากำไรที่เกิดขึ้นไม่ใช่กำไรจากการดำเนินงาน จึงได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 206/2521 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2521 จัดตั้งกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (เงินตราต่างประเทศ) และกำหนดให้ผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงนำส่งกำไรที่เกิดจากการเพิ่มค่าเงิน บาทเข้ากองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (เงินตราต่างประเทศ) เพื่อเก็บไว้ใช้ทดแทนเมื่อราคาน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้น


 ต่อมาในปี พ.ศ. 2522 กลุ่มประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียมได้ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดิบ 4 ครั้ง ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศให้มี เสถียรภาพ ไม่ต้องปรับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกครั้งที่ราคาน้ำมันดิบเปลี่ยน แปลง นอกจากนี้ รัฐบาลต้องการรวมกองทุนต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นกองทุน เดียว จึงได้จัดตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้น ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ สร. 0201/9 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2522 โดยรวมกองทุนรักษาระดับน้ำมันเชื้อเพลิงกับกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อ เพลิง (เงินตราต่างประเทศ) เข้าด้วยกัน

 ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจัดตั้งขึ้นตาม คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง (มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547) ซึ่งเป็นคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและ ป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการรักษาเสถียรภาพของระดับราคาขายปลีกน้ำมัน เชื้อเพลิงภายในประเทศ

 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะเป็นกองทุนที่มี รายรับจากเงินส่งเข้ากองทุนจากผู้ผลิตและผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีหน้าที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุน และใช้เงินที่ได้รับเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อจ่ายให้กับผู้ผลิตและผู้นำเข้าน้ำ มันเชือ้เพลิงที่มีสิทธิได้รับเงินชดเชย อย่างไรก็ตาม กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมิได้มีสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมายจึงไม่สามารถทำ นิติกรรมต่างๆ ได้ สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) ซึ่งมีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นนิติบุคคล จึงสามารถทำนิติกรรมต่างๆ กับบุคคลภายนอกเพื่อประโยชน์แก่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ โดยสถาบันฯ มีอำนาจตามกฎหมายในการกู้ยืมเงินเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวัตถุ ประสงค์ของสถาบันฯ ดังนั้น ในกรณีที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีเงินไม่เพียงพอสำหรับการจ่ายเงินชดเชย สถาบันฯ

จึงสามารถกู้ยืมเงินมาให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง นำไปชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง ภายในประเทศไม่ให้สูงเกินกว่าระดับที่คณะรัฐมนตรีกำหนด โดยการกู้ยืมเงินของสถาบันฯ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังมีหน้าที่ดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับกองทุนน้ำมันเชือ้เพลิงด้วย เช่น การชำระหนี้เงินกู้ของสถาบันฯ และการใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น